2014/Feb/23


        ย้อนอดีตกลับไปเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง เมื่อได้รับรู้ข่าวว่า
หนังสือนวนิยายสองเล่ม คือ
"ภารกิจรักป่วนหัวใจ" กับ "บัลลังก์นาคินทร์" ประพันธ์โดยคุณเสาวนีย์
ศรีสอง หรือที่ข้าพเจ้าเรียก น้องมด  ออกวางจำหน่ายบนแผงหนังสือ
ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นปีติอย่างยิ่ง เพราะเจ้าของนวนิยายทั้งสองเล่ม
(นามแฝง ชลมนัส สำหรับเรื่องแรก แหละ ปลายปากกา ในเรื่องที่สอง)
เป็นผู้พิการทางการเห็นเช่นเดียวกับข้าพเจ้า
และเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกเหลือคณนา เป็นอันว่า วงการคนตาบอด
มีนักเขียนแล้ว มาขณะนี้ ความอิ่มเอมเปรมปลื้ม
หลั่งไหลเข้ามาสู่ห้องหัวใจข้าพเจ้าอีกครั้ง เมื่อรู้ข่าวว่า
วงการคนตาบอดเรา มี "กวี" ผู้เลิศด้วยฝีมือเกิดขึ้น เธอคือ
นางสาวหทัยรัตน์ จตุรวัฒนา (น้องลูกหมู) ผู้นิพนธ์หนังสือรวมบทกวีชุด
"รินศรัทธา" ซึ่งคาดว่า คงจะออกสู่สายตาสาธารณชนในอีกไม่นาน

        ข้าพเจ้ารู้จักลูกหมูครั้งแรก
โดยเพื่อนร่วมเครือข่ายเฟซบุ๊คประมาณสองถึงสามคน กด like
ผลงานในหน้าแฟนเผจของเธอ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมปีก่อน
ครั้นอ่านงานกลอนบทนั้นจบ ก็บอกกับตัวเองทันที นี่คือบทกวี
มิใช่แค่กลอนธรรมดา เพราะมีมิติทางวรรณศิลป์ลึกซึ้ง ซับซ้อน
น่าพิศวงนักหนา นั่นคือปฐมเหตุให้ติดตามอ่านงานของเธอมาเรื่อยๆ ทุกงาน
ไม่ทำให้ผิดหวัง ความละเมียดละไมในบทกวีของหทัยรัตน์มีเช่นไร
จะขอยกมาสาธกสักบท ดังนี้

"ปลุกชีวิต"

   แดดเอิ่ยรักทักทายกับสายหมอก
 มวลไม้ดอกหยอกเย้าเหล่าปักษา
 สายลมโชยโรยรื่นชื่นชีวา
 ปรารถนามาถนอมกล่อมชีวิต

   ธรรมชาติปลุกปลอบมอบของขวัญ
 หมายกำนัลและต้อนรับผู้หลับสนิท
 ด้วยการุญอุ่นแสงแห่งมิ่งมิตร
 เชิญเธอพิศทุกภาพที่ฉาบฟ้า

   ท้องทุ่งกว้างน้ำค้างเช้ายังพราวพฤกษ์
 จากดื่นดึกสู่อรุณที่อุ่นกว่า
 ขณะหนึ่งใจโบยบินจินตนา
 หรือน้ำค้างคือน้ำตาของราตรี

   ยอดหญ้ายังอยู่ยงคงเป็นหญ้า
 ที่เติบกล้าโตแกร่งแต่งวิถี
 ใครอาจมองค่าของมันนั้นไม่มี
 แต่โลกนี้มีคุณค่าเพราะหญ้าคง

   แต่งจิตใจให้เป็นเฉกเช่นหญ้า
 ที่ทายท้าพายุหมุนฝ่าฝุ่นผง
 ผ่านฟ้าฝนทนฝืนยืนทะนง
 ยังยืนยงสง่าสู่สามัญ

   ธรรมชาติวาดไว้ให้เห็นอยู่
 เธอจะรู้แค่มองมุมของฉัน
 ก็จะพบอัญมณีแห่งชีวัน
 คือของขวัญจากธาตุแม่มอบแด่เธอ

        ว่ากันในด้านฉันทลักษณ์ กลอนของลูกหมู ไม่มีวรรคไหนใช้คำตกๆหล่นๆ
หรือเกินความพอดีเลย ตรงข้าม ถ้าตัดคำใดคำหนึ่งออกแม้คำเดียว
ความทั้งวรรคก็จะพร่าเลือน พิจารณาลงลึกไปอีก เราจะพบสัมผัสแพรวเพริศ
ทั้งสัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสสระ สัมผัสพยัญชนะ ครบถ้วน
มีกลอนอยู่วรรคหนึ่ง ที่ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจว่า
เธอรู้จักจัดวางจังหวะเสียงพยัญชนะในจังหวะตกกระทบของกลอนได้อย่างเหมาะสม
ก็คือ
        "ยอดหญ้ายังอยู่ยงคงเป็นหญ้า" รูปแบบเช่นนี้คือกลบทอย่างหนึ่ง หรือ
"เติบกล้าโตแกร่ง" นี่ก็สัมผัสอักษรสองคู่
อันเป็นครรลองเบื้องต้นของกลบทกลุ่ม "กบเต้น" ทั้งหลาย
(ที่มีอยู่สี่ชนิด) ในอนาคต หากหทัยรัตน์จะเล่นกลอนกลบท
เธอย่อมทำได้ไม่ยากเลย

        จะดูในด้านกวีโวหาร งานชิ้นนี้ ส่วนใหญ่เป็นบุคลาธิษฐาน
(กระทำให้สิ่งซึ่ง (มนุษย์มองโดยดวงตาภายนอกว่า) ปราศจากชีวิต
สามารถแสดงกิริยาอาการได้ประดุจมีชีวา)
เราเห็นจุดเด่นข้อนี้ตั้งแต่กลอนบาทแรกของบทแรกทีเดียว
        "แดดเอ่ยรักทักทายกับสายหมอก
มวลไม้ดอกหยอกเย้าเหล่าปักษา"แล้วยังมีแทรกแซมแปมปนตรงนั้น
ตรงโน้นอีกหลายตำแหน่ง นอกจากนั้นยังมี "อุปลักษณ์"
(นำสิ่งสองสิ่งที่มีลักษณะต่างกัน
แต่มีจุดละม้ายคล้ายคลึงกันบางประการมาเทียบเคียงกัน)
ดังที่เธอเปรียบความงามของธรรมชาติอันมอบสุนทรียารมณ์ให้แก่มนุษย์ว่าเป็น
"ของขวัญ" หรือเปรียบน้ำค้างว่า "คือน้ำตาของราตรี" เป็นต้น

        ธรรมดาของกวีทั้งปวง ย่อมจะต้องมี "วรรคทอง" หมายถึง บท
หรือช่วงตอนที่โดดเด่นในคำประพันธ์ซึ่งผู้คนอ่านแล้วประทับใจ
จนจำได้ไม่รู้ลืม สำหรับหทัยรัตน์ สองบทนี้คือวรรคทองเฉียบคมของเธอ

"   ยอดหญ้ายังอยู่ยงคงเป็นหญ้า
 ที่เติบกล้าโตแกร่งแต่งวิถี
 ใครอาจมองค่าของมันนั้นไม่มี
 แต่โลกนี้มีคุณค่าเพราะหญ้าคง

   แต่งจิตใจให้เป็นเฉกเช่นหญ้า
 ที่ทายท้าพายุหมุนฝ่าฝุ่นผง
 ผ่านฟ้าฝนทนฝืนยืนทะนง
 ยังยืนยงสง่าสู่สามัญ"


        สารัตถะสำคัญของบทกวี "ปลุกชีวิต" เห็นจะไม่ต้องกล่าวยาวความ
เพราะผู้นิพนธ์สรุปไว้แล้วในบทสุดท้าย ว่า ธรรมชาติคือ "แม่"
ผู้พร้อมให้ทุกสิ่งแก่มนุษย์นิจกาล

        หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา มิใช่คนตาบอดแต่กำเนิด
เธอสูญเสียการมองเห็นขณะศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปลาย ดังนั้น "ภาพพิมพ์" ต่างๆ
จึงถูกดูดซับกำซาบอาบอิ่มอยู่ในจิตวิญญาณของเธอมาตั้งแต่รู้ความ
การสูญสิ้นดวงตา จะทำให้ภาพโสภณเหล่านั้นลบเลือนก็หาไม่ เนื่องด้วยเธอมี
"ใจแก้ว" สมดั่งชื่อ เธอจึงใช้ "ใจแก้ว"
มองทะลุถึงแก่นแท้ของแม่ธาตุอย่างกระจ่าง แจ่มแจ้ง น่าชื่นชมนัก

        ท่านผู้อ่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ หากจะเข้าใจว่า กานทรจนาของหทัยรัตน์ เป็นแนว
"ธรรมชาตินิยม" เสียส่วนใหญ่หละก็ ท่านสำคัญผิดถนัด เธอกรองทอลออถ้อย
เรียงร้อยบทกวีไว้หลากลีลา หลายอารมณ์ แหละก็มิใช่ว่า เธอจะพอใจเล่นกับ
"อารมณ์ความรู้สึก" อย่างเดียว ข้าพเจ้าพบงานบางชิ้น ที่ทำให้รู้ว่า
"ใจแก้ว" ของเธอ มองเห็น "ปัญหา" สังคมส่วนรวมด้วย
อย่างงานชิ้นล่าสุดอันจะยกมาให้อ่านนี้ เป็นพยานยืนยัน

"คือเรา คนใช้แรง"

 บนทางเดินเนิ่นนานสู้งานหนัก
 คือเครื่องจักรเครื่องมือหรือไฉน
 ชนทั้งผองมองเห็นเราเป็นใคร
 จะมีไหมใครเห็นเราเป็นคน

 บนทางที่ราบเรียบคุณเหยียบย่าง
 อิฐก้อนล่างก้อนแรกใครแบกขน
 ในคืนวันรันทดเราอดทน
 ไร้ถ้อยคำพร่ำบ่นเราจนเงิน

 น้ำตาเรารินไหลต่างสายเลือด
 สังคมเชือดชนชั้นให้ห่างเหิน
 คุณประเสริฐเลิศล้ำเรืองจำเริญ
 เราขาดเขินคับแค้นแสนโศกนัก

 เอาน้ำตารดราดคือหยาดเหงื่อ
 เอาเลือดเนื้อโถมใส่ในงานหนัก
 เอาความหวังต่างหมอนหนุนนอนพัก
 เอาความรักรังสรรค์แทนฝันดี

 ถูกความจริงกระชากตื่นจากฝัน
 ถูกบีบคั้นวังวนคนเป็นหนี้
 "จะให้ทำอย่างไร...คนไม่มี"
 "ร้อยละยี่" เมื่อจนจำทนเอา

 เพราะเราน้อยความรู้ถูกดูหมิ่น
 มักได้ยินวาจาว่าโง่เขลา
 กับชีวันหวั่นหวาดเกินคาดเดา
 หากใคร ไม่เป็นเรา...ไม่เข้าใจ
 ..........
 ถ้าคุณจนอย่างเรา...จะเข้าใจ
 (แต่คงไม่มีวันนั้นหรอกจริงมั้ย)

        ขณะหนังสือ "รินศรัทธา" กำลังจะเผยโฉม หทัยรัตน์มีอายุเพียง ๒๒ ปี ย่าง
๒๓ เท่านั้น มั่นใจได้เลยว่า มงกุฎกวีรอเธออยู่ ถ้าเธอมานะบากบั่นต่อไป
อีกมินาน เราจะมี "กวีตาบอด" ที่เป็นกวีเอกของชาติอย่างแน่นอน

ชูพงค์ ตรีวัฒน์สุวรรณ
๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗

หมายเหตุ:
        เว็บไซต์อ้างอิงบทกวี

๑.  "ปลุกชีวิต"

edit @ 23 Feb 2014 15:54:19 by ตราชู

edit @ 23 Feb 2014 15:56:07 by ตราชู

2014/Feb/21

ข้อความต่อไปนี้คือการทดสอบบล็อก
กลับมาเยือนบล็อกนี้เวทีทัศน์
ได้ฝึกหัดพัฒนาการอ่านเขียน
ได้มิ่งมิตรคิดอ่านกาลจำเนียน
ได้พากเพียรสืบสานงานกวี

2013/Dec/15

สวัสดีครับ ท่านผู้ช