2009/Jun/22

 

คารวาลัย น้อมไหว้ครู

 

 

(ผมเขียนงานชิ้นนี้ โดยได้แรงบันดาลใจจากบทกวี "กรับไม้ลา" ของ "ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" ในหนังสือพิมพ์ "เดลินิวส์" คอลัมน์ "ข้างคลองคันนายาว" ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ครับผม)

 

ร่ำร้อยกรองร้องกล่าว เกรียวกราวกรับ
ได้ซึมซับซาบซ่านประสานประสม
สร้อยเสภาอ่าพรายระบายพรม
ยังห้อมห่มหอมใจอยู่ไม่จาง

 

                ใครจักแจ้งแจรงรู้อย่าง "ครูแจ้ง"
ผู้แจกแจงศิลป์เจิดประเสริฐกระจ่าง
ใครจักวางทางปูปานครูวาง
คิดถึงปางพ่อครูเคยอยู่ประจำ

 

                ขยับกรับศัพท์ซาลีลากลับ
เลือนกังวานขานรับเคยขับร่ำ
ชลนัยน์ไหลล้นราวฝนพรำ
หัวอกคร่ำครวญคราไห้หาครู

 

                ทุกวันนี้มีแต่เพลงละเลงพล่าม
มันดิบห่ามใจหายระคายหู
แข่งขันโจษโฆษณากันน่าดู
มันพร่ำพรูกลบเสน่ห์เพลงเสภา

 

                พ่อครูขวัญครรไลล่วงไปแล้ว
น้อมใจแผ้วพร้อมธูป เทียน บุปผา
กราบเคารพนบครูขานบูชา
ร่วมวันทา "ท่านครูแจ้ง คล้ายสีทอง"

 

(๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒)

 

หมายเหตุ:

 

            ในวันที่ "ท่านครูแจ้ง คล้ายสีทอง" จากไปนั้น ผมยังไม่สร่างจากไข้หวัดเท่าใดนักครับ จึงมิได้ติดตามข่าวสาร มารู้เรื่องก็ต่อเมื่อวันศุกร์ที่แล้วนี่เอง ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง คิดว่าครูท่านเพียงแต่ป่วย ต่อเมื่ออ่านบทกวี "กรับไม้ลา" ของ "ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" ซึ่งลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ข้างคลองคันนายาว" หนังสือพิมพ์ "เดลินิวส์"ฉบับเมื่อวาน จึงแน่ใจ และรู้สึกใจหายอย่างยิ่งครับผม

 

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ่านทำนองกลอนแล้วได้ยินเสียงกรับเลยค่ะ

มัทก็ใจหายเหมือนกัน เคยขอลายเซ็นครูแจ้งด้วย
คนดีๆมีความสามารถทำไมจากไปเร็วนักก็ไม่รู้ค่ะ
#1  by  มัทนา อธิวาสนะ At 2009-06-22 11:31, 
เมื่อช่วงเช้าวันที่ ๑๖ ผมกลับขึ้นไปบนหอผู้ป่วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู ได้ทราบว่ามีผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นกระทัน และโดยที่ยังไม่ทราบว่าผู้ป่วยผู้นั้นเป็นใคร เพียงแค่เห็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งบอกว่าหัวใจของผู้ป่วยรายนั้นขาดเลือดรุนแรง ก็ได้รับคำสั่งให้ช่วยปั๊มหัวใจทันที

ผ่านไปกว่า ๑ ชั่วโมง หลังจากความวุ่นวายทุกอย่างยุติลงแล้ว ผมจึงได้ทราบในภายหลังว่า ผู้ป่วยที่ผมเพิ่งช่วยปั๊มหัวใจไปนั้น คือ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง

ใจหายครับ...

...

ขอวิญญาณของท่านสู่ภพภูมิอันสงบครับ
#2  by  รัตนาดิศร At 2009-06-22 20:18, 
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

สวัสดีครับ คุณมัทนา

สำเนียงสวรรค์ของ “ท่านครูแจ้ง คล้ายสีทอง” ทำให้ผมขนลุกทุกทีที่ได้ยินครับ ผมเคยฟัง (เทป) ท่านขับเสภา, เห่เรือ, เห่กล่อมพระบรรทม (ตามบทเห่ของเก่า) ร้องเพลงไทยเดิม ยังจับใจมาตราบถึงบัดนี้ และจะจำหลักอยู่ในจิตนิตย์นิรันดร์ครับผม

สวัสดีครับ คุณรัตนาดิศร

แดนดินถิ่นพิมานน้อมรับท่านบรมครูเสภาแห่งสยามไปขับทิพยดุริยางค์ให้เทวารับฟังแน่นอนครับ หัวใจในร่างกายของ “ท่านครูแจ้ง คล้ายสีทอง” หยุดเต้นไปแล้ว หัวใจวัฒนธรรมไทยก็เต้นอ่อนลงทุกทีๆครับ รอให้คนรุ่นใหม่ช่วยป๊ำ ช่วยสืบสาน หากผู้ใหญ่ทั้งหลายเลิกเห็นแก่ตัว หยุดเห็นแก่เงิน ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา เปิดพื้นที่สื่อฯ ให้วัฒนธรรมไทยได้เผยแพร่มากขึ้น ผมมั่นใจว่า ชีพจรความเป็นไทยก็มีวันสูบฉีดอย่างมีชีวิตชีวาได้ในอนาคตครับผม

#3  by  ตราชู At 2009-06-24 14:28, 
เก๋ได้ยินเสียงครูแจ้ง คล้ายสีทอง ครั้งแรกจากโฆษณา "เบียร์ขุนแผน" ทางวิทยุเมื่อประมาณ ๒๐ ปีก่อนค่ะ ตอนนั้นยังไม่ทราบเลยว่าเสียงขับเสภาในโฆษณาเป็นเสียงใคร ต่อมาก็ได้ยินการขับเสภาในรายการจดหมายเหตุกรุงศรี ผู้ประกาศได้เกริ่นนำไว้ว่าครูแจ้งเป็นผู้ขับเสภา ก็เลยเริ่มรู้จักเสียงแล้ว ได้ยินเสียงท่านขับร้องเพลงไทยเดิม และอ่านทำนองเสนาะประกอบการแสดงละครเรื่อง พระอภัยมณี จากรายการ "เราคือคนไทย" ทางช่อง ๓ ยังประทับใจไม่รู้ลืมค่ะ
#4  by  เก๋ (58.8.147.154) At 2009-06-30 17:10, 
สวัสดีอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

สวัสดีครับน้องเก๋

ดีใจจังครับ ที่เข้ามาทักทายกัน

คุยเรื่อง “ท่านครูแจ้ง คล้ายสีทอง”เพิ่มเติมอีกสักนิดนะครับ พี่ได้ยินเสียงท่านตั้งแต่อยู่ชั้นประถม แล้ว แต่ตอนนั้นยังเด็ก ก็ฟังด้วยความทึ่ง พอขึ้นมัธยม คราวนี้ ชักอยากหัดขับเสภาแฮะ จำได้เลย ม.๑ นั้น “ท่านอาจารย์ทิพวัลย์ ดุริยางคเศรษฐ์” ท่านสอนภาษาไทย ท่านแนะนำ ชี้ทาง สั่งสอนให้ฝึก พี่ก็ฝึกมาเรื่อยๆ มีอาจารย์อีกหลายท่านช่วยเกื้อหนุนค้ำจุน ถึงตอนนี้ พอขับได้นิดหน่อย ความผูกพันกับท่านครูแจ้ง สำหรับพี่มีมากเหลือเกินครับ เพราะพอตัวเองรักภาษาไทยอย่างสุดหัวใจแล้ว ก็ได้ยินเสียงท่านเนืองๆ ท่านจากไปพี่จึงเสียดายเหลือประมาณ เพราะจะหานักขับเสภาที่ยอดเยี่ยมอย่างท่าน หายากเต็มที ทั้งจะปั้นนักขับรุ่นใหม่ท่ามกลางยุคโลกาภิวัตน์ เยาวชนพากันอยากอินเทรน ด้วยแล้ว ยิ่งยากกว่ายุคก่อนใหญ่ เฮ่อ ก็ได้แต่หวังครับ สักวัน สำนึกรักในความเป็นไทยจะกลับคืนมาสู่น้องๆวัยใสวัยจ๊าบของเรามากกว่าที่เป็นอยู่นี่ ซึ่งจะทำให้สำเนียงเสภามิซาหาย แหละสืบสายสืบไปชั่วนิรันดร์ครับผม

#5  by  ตราชู At 2009-07-01 12:46, 

<< Home